เมื่อได้ไปทำงานที่ประเทศจีนเป็นครั้งแรก

Updated: Jun 18, 2019

ไปได้ยังไง?

สร้าง portfolio ไว้ที่ Linkin website มีผลงานดีๆ ใส่ลงไป เมื่อใดที่มีคนตามหาคนที่มีทักษะที่ตรงกับเรา เค้าจะติดต่อมาหาเราเอง หรือเมื่อเราเห็นงานที่เราชอบและต้องการก็สมัครไปเลยได้เหมือนกัน


ทำไมเค้าถึงมั่นใจในตัวเรา?

เพราะผลงานที่ดูได้และชื่อของหน่วยงานที่เคยทำมา ทำให้ได้รับความเชื่อถือประมาณนึง

แต่การจ้างฟรีแลนซ์ต่างชาติครั้งแรก ยังไงซะก็มีความเสี่ยงสูงที่จะพลาด เค้าเลยมีงานมาทดสอบ

หลังจากทดสอบไปแล้วนานมาก นานจนนึกว่าไม่ได้แล้วนั่นแหละ เค้าถึงจะตอบกลับมาว่าเราสอบผ่าน


มีปัญหาอะไรบ้าง?

เครื่องมือที่เพิ่งเคยเจอกันใหม่ๆ จริงอยู่ว่าเป็นเครื่องยี่ห้อเดียวกัน พาแนลรุ่นเดียวกัน แต่ฮาร์ดแวร์ข้างในคืออะไร เราไม่รู้ ยังไม่คุ้นกับฮาร์ดแวร์ รวมถึงระบบงานที่เค้าเตรียมไว้ให้ ต้องเจอหน้าลูกค้าพร้อมๆ กับเจอหน้าเครื่อง ไม่มีโอกาสได้เปิดดูอะไรมาก่อนเลย ความผิดพลาดก็เริ่มตั้งแต่ ผู้ช่วยใจดี กรุณา set timeline ไว้ให้เป็น REC2020 ซึ่งจะทำให้สีและค่า contrast เด้งขึ้นมามาก จะตีกลับมาหน้างานก็จะสีไม่เหมือนกัน ต้องโม่ทำต่อหน้าลูกค้าให้จบวันก่อน แล้วค่อยกลับไปแก้งานส่วนที่ทำไปแล้วทีหลัง


สอง อย่างที่ว่าไป ฮาร์ดแวร์ไม่คุ้น รวมถึงเจออุปกรณ์ที่มีปัญหา ทำให้งานไปได้ช้า หยุดหรือชะงักบ่อยๆ ถ้าเราอารมณ์เสียขึ้นมา คืองานไปไม่ได้ทันทีและอาจจะทำให้ทีมงานที่ดูแลเราเสียความรู้สึก การควบคุมอารมณ์ของเราคือสำคัญมาก


การเตรียมตัว

ภาษาและวัฒนธรรม

เรียนภาษาของประเทศที่เราไปให้ได้บ้าง อย่างน้อยๆ หาข้าวหาน้ำทานให้ได้ ศึกษาวัฒนธรรมของเค้าไว้บ้าง โดยเฉพาะอาชีพ colourist สายภาพยนตร์ ส่วนใหญ่เค้าจะให้อยู่เต็มวันที่วีซ่าอนุญาต

การรู้ภาษาและวัฒนธรรมของเค้าบ้างแม้เพียงเล็กน้อย และการพยายามเรียนรู้เพิ่มตอนที่อยู่ที่โน่นเพื่อให้ดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุดและสื่อสารกับลูกค้าได้ด้วยตนเอง จะเป็นเรื่องดีมาก


อาหารและการดำรงชีวิต

ไปอยู่บ้านเค้า ต้องอยู่ให้ได้อย่างเค้า เจ้าของถิ่นเค้าถึงจะให้การยอมรับ ปรับตัวให้ไว้ที่สุด เรามีปัญหาเรื่องไม่ทานเนื้อวัว แกะ แพะ เป็ดหรืออะไรก็ตามที่แปลกไป ซึ่งแรกๆ ก็เป็นปัญหาเวลาที่เลือกร้านอาหาร หรือเลือกอาหารทานพอสมควร แต่พอบอกเค้าว่าแพ้อาหารพวกนี้ เค้าก็เลยยอมรับ ส่วนที่นอกเหนือจากนี้ ก็ต้องพยายามลองทานหล่ะ


สภาพร่างกาย

เตรียมตัวเองให้แข็งแรงและพร้อมที่สุดสำหรับอากาศที่ไม่เหมือนบ้านเรา รวมทั้งตรวจสอบสภาพอากาศก่อนไป เราเป็นคนร่างกายไม่แข็งแรง ต้องดูแลและเตรียมตัวเองมากกว่าคนอื่นอยู่พอสมควร เพื่อที่ว่าเมื่อไปเจอสภาพความเครียดของงาน ร่างกายจะได้ทนได้ หลังจากเวลาผ่านไป 25 วัน รู้เลยว่าร่างกายเริ่มอ่อนแอลง ต้องรีบหาวิธีดูแลตัวเองให้ดีขึ้น


เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

เนื่องจากเริ่มแรกคิดว่าจะได้ไปทำงานแค่โปรเจคเดียว น่าจะไม่นาน ดังนั้นจึงเตรียมเสื้อผ้าไปไม่เยอะ รวมถึงประมาทไปนิดกับสภาพอากาศ เพราะคิดว่าอากาศบ้านเค้าจะอุ่นขึ้นแล้ว ผลปรากฏว่า อุ่นขึ้นของเค้าหมายถึงไม่ติดลบ 555

ดังนั้นครั้งต่อไปจึงจะต้องเตรียมเสื้อผ้าไปให้เพียงพอต่อการทำงาน 30 วัน รวมถึงเครื่องกันหนาวและอุปกรณ์กันฝน เสื้อคลุม เป็นต้น


หน้างาน

เราโชคดีที่ได้เจอลูกค้าน่ารัก ยอมรับและให้เวลาเราในการทำงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราเองก็ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อถือและเชื่อมั่นว่าเราคือ มืออาชีพ ด้วย วันแรกที่เจอกันจะเป็นวันสำคัญที่สุดที่จะทำให้ลูกค้าเชื่อถือ ถ้าเจอลูกค้าแล้ว เค้าไม่เชื่อถือในตัวเรา อุปสรรคและความเครียดในการทำงานจะเริ่มถาโถมเข้ามา การทำงานที่เนื้องานยากอยู่แล้ว จะยิ่งเพิ่มความยากขึ้นไปเป็นหลายเท่า เกินกว่าที่เราจะประมาณการได้


การอ่านใจลูกค้าให้ถูก ร่วมกับแปลความหมายของคำพูดลูกค้าออกมาเป็นงานให้ได้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากลูกค้าไม่ได้ทำงานอย่างเรา ดังนั้นเค้าจะพูดในสิ่งที่เค้ารู้สึก ตัวเราในฐานะมืออาชีพต้องแปลให้ได้ว่ามันคือส่วนไหน หรือถ้ามันสุดแล้ว เกินกว่าที่ไฟล์ตั้งต้นของงานจะรับไหวแล้วก็ให้บอกลูกค้าในแบบที่อ่อนโยน และเสนอทางเลือกอื่นให้ลูกค้าด้วย


ความมั่นคงของใจเราเองสำคัญที่สุด สำคัญกับเนื้องานมาก ไม่ว่าอุปสรรคด้านนอกจะถาโถมอย่างไร ให้เราพยายามวางใจเราให้นิ่งให้ได้ อย่าโกรธหรือโมโหใคร เพราะไม่มีอะไรดีขึ้นมา อย่างไรซะเราก็ต้องทำงานนี้ต่อไป ถ้าเราแสดงท่าทีหรือคำพูดอะไรที่ไม่ค่อยดีออกมา เมื่อนั้นลูกค้ารู้สึกได้แน่นอน ความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างคนทำกับลูกค้าสำคัญมากที่จะทำให้งานดำเนินไปได้อย่างราบลื่น หรือทรมาณ


จบงานแล้ว

ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จะเป็นการจบงานที่สวยงาม เมื่อเรามองกลับไปที่อุปสรรค ปัญหา และความอดทนสู้ต่อที่ผ่านมา เราจะรู้สึกได้เลยว่าคุ้มค่ามากมาย ผลงานที่ถูกเคี่ยวกรำ จะเป็นผลงานที่เราสามารถบอกใครๆ ได้ว่านี่คือ งานของเรา ^^


อาชีพ colourist อย่างที่เคยบอกไป แรกเริ่มเดิมทีคือคนที่แก้ปัญหาความผิดพลาดจากขั้นตอนการถ่ายทำให้ดูสวยงาม การสร้างสรรค์งานจึงจะเป็นขั้นตอนต่อไป

ดังนั้น colourist จึงควรต้องเป็นคนที่แก้ปัญหาจากการถ่ายให้ได้ดีก่อน การสร้างสรรค์ที่ดีจึงจะตามมา

เคยเจออยู่งานนึง ลูกค้าบอกในสิ่งที่แตกต่างจากเนื้อภาพที่มี ข้าพเจ้าเลยบอกลูกค้าว่า เพราะฟุตเทจที่มาเป็นแบบนี้ ลูกค้าตอบกลับมาว่า

"ใช่ ดังนั้นเราจึงต้องการให้คุณทำงานให้เรา"

จบนะ นั่นคือจบ อยากเป็นโปรฯ ก็ต้องตั้งหน้าทำงานกันต่อไป

ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง ก่อนที่จะมาถึงมือเรา มีคนมากมายที่ได้ร่วมกันสร้างผลงานนี้ขึ้นมา ดังนั้น ไม่ว่าจะงานใหญ่หรืองานเล็ก เราก็ควรให้เกียรติงานนั้นโดยการตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด เท่าที่เวลาและความสามารถของเราในเวลานั้นจะมีได้ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบงานนั้นอย่างไร เมื่อเรารับงานแล้ว ความเป็นมืออาชีพของเราคือทำให้ดีที่สุด...ก็เท่านั้น

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนโชคดี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ตั้งใจทำงานทุกงานให้ดีที่สุด เท่าที่เวลาจะอำนวยค่ะ


ใครมีข้อสงสัย อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กัน สามารถ inbox ไว้ได้ที่ blog นี้นะคะ หรือ อีเมล์มาที่ yuwarat.colourist@gmail.com

ยินดีพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทุกท่านค่ะ ^^






442 views0 comments